วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สิ่งเร้า

การดำรงชีวิตของพืช
 พืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต จึงต้องการปัจจัยบางประการที่ใช้ในการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโต ปัจจัยในการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์แตกต่างกันหรือไม่ ศึกษาได้จากบทเรียนนี้

1. ปัจจัยในการการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโตของพืช
    1.1 ปัจจัยที่ทำให้เมล็ดพืชงอกเป็นต้นพืชใหม่ได้ คือ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งได้แก่น้ำหรือความชื้น อุณหภูมิที่พอเหมาะ แสงแดด  ธาตุอาหาร และอากาศ
        เหตุผล เมื่อนำเมล็ดไปเพาะ เราต้องให้ความชื้นแก่เมล็ด เช่น นำเมล็ดวางบนกระดาษชำระที่พรมน้ำ ซึ่งเปรียบได้กับความชื้นในดิน นอกจากนี้ต้องมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ คือ ไม่ร้อนหรือไม่เย็นเกินไป จึงจะเป็นสภาวะที่เหมาะสมกับการงอกของเมล็ดเมื่อเมล็ดงอก ส่วนที่ยื่นออกมาจากเมล็ดเป็นอันดับแรก คือ รากหลังจากนั้นส่วนของลำต้นและใบจะงอกตามมา พืชต้องการน้ำในการเจริญเติบโตถ้าพืชไม่ได้รับน้ำจะค่อยๆ เหี่ยวและตายในที่สุด นอกจากนี้พืชยังต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต เพราะแสงแดดจะกระตุ้นให้พืชสร้างาสารสีเขียว ที่เรียกว่า คลอโรฟิลล์ ทำให้พืชสามารถสร้างอาหารเองได้ และพืชยังต้องการธาตุอาหารในดินเพื่อการเจริญเติบโต และต้องการอากาศในการหายใจเช่นเดียวกับคนและสัตว์ถ้าไม่มีอากาศหายใจ พืชก็จะตาย
2. ปัจจัยในการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโตของสัตว์
    สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอากาศ อาหาร และน้ำเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์

    2.1. อากาศ สัตว์ทุกชนิดต้องการอากาศในการหายใจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้ามีมีอากาศหายใจ สัตว์ต่าง ๆ ก็จะตาย
สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบก เช่น สุนัข แมว วัว ม้า ช้าง เป็ด ไก่ จะหายใจโดยใช้อากาศที่อยู่รอบตัว ส่วนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ เช่น ปลา กุ้ง หอย จะได้รับออกซิเจนจากอากาศที่อยู่ในน้ำ

    2.2. น้ำ สัตว์ทุกชนิดต้องการน้ำในการดำรงชีวิตด้วย ถ้านักเรียนสังเกตรอบ ๆ บริเวณแหล่งน้ำตามธรรมชาติ จะพบว่า มีสัตว์อาศัยอยู่มากมาย สัตว์ต้องดื่มน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าสัตว์ขาดน้ำเป็นเวลานาน สัตว์ก็จะตาย

    2.3. อาหาร สัตว์ต่าง ๆ ต้องกินอาหาร สัตว์ต้องการอาหารเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและดำรงชีวิตต่อไปได้สัตว์แต่ละชนิดกินอาหารแตกต่างกัน ซึ่งสามารถจำแนกสัตว์ได้ตามลักษณะอาหารที่กินได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

        2.3.1. สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร
                สัตว์ประเภทนี้มีมากมายหลายชนิด เช่น ช้างกินพืช ผัก และผลไม้บางชนิดเป็นอาหาร วัว ควาย กระต่าย กินหญ้าเป็นอาหาร กวางกินใบไม้นกบางชนิดกินผลไม้และน้ำหวานจากเกสรของดอกไม้เป็นอาหาร

        2.3.2 สัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร
                สัตว์บางชนิดล่าสัตว์ชนิดอื่นกินเป็นอาหาร เช่น สิงโต เสือ จระเข้ กินเนื้อสัตว์อื่นที่มีขนาดเล็ก กว่าเป็นอาหาร เช่น ม้าลาย กวาง ละมั่ง หมูป่า งูกินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กบ นก หนู กระต่าย จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า กบ เขียด อึ่งอ่าง กินแมลงชนิดต่าง ๆ นกบางชนิดเป็นนกนักล่า เช่น นกอินทรี เหยี่ยว นกฮูก จะกินสัตว์ ที่มีขนาดเล็ก เช่น งู หนู นก กระต่าย ปลา กบ

        2.3.3. สัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร
                สัตว์บางชนิดสามารถกินได้ทั้งพืช และสัตว์เป็นอาหาร เช่น เป็ด ไก่ สุนัข สุกร หมี หนู


 ดินและการใช้ประโยชน์


1. องค์ประกอบของดิน

       ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดเองตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการผุพังย่อยสลาย
ของหิน ซากพืช ซากสัตว์ และมีการทับถมกันเป็นเวลานานจนกลายเป็นดิน 
ในดินมีองค์ประกอบ ดังนี้
       เม็ดดินหรือเนื้อดิน ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินเป็นส่วนประกอบสำคัญของดินซากพืชและซากสัตว์ที่มีการเน่าเปื่อยทับถมกัน ( ฮิวมัส) อาจปะปนอยู่ในดินบางแห่ง เพราะดินเป็นที่เจริญเติบโตของพืช และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด

       น้ำ ที่อยู่ในดินนี้มาจากฝนที่ตกลงมาและไหลงลงในดิน ซึ่งจะแทรกอยู่ตาม
ช่องว่างของดิน
 อากาศ เนื่องจากในเนื้อดินมีช่องว่าง จึงมีอากาศแทรกอยู่ในเนื้อดิน 
ทำให้รากพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินมีอากาศหายใจ


2. สมบัติทางกายภาพและประเภทของดิน
       สมบัติทางกายภาพของดิน คือ ลักษณะของดินในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อ
การเจริญเติบโตของพืชจากสมบัติทางกายภาพของดิน 
ทำให้สามารถแบ่งดินได้เป็น 
ประเภท ดังนี้

    ประเภทของดิน

                             ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย
                         

เนื้อเนียน ละเอียดมาก 
 เนื้อละเอียดปานกลาง นุ่มมือ                  
 เนื้อหยาบ สากมือ
 เปียกน้ำจะเหนียวติดมือ
 เปียกน้ำจะไม่เหนียว                              
 เปียกน้ำจะไม่ติดมือ
 น้ำซึมผ่านได้            
 ติดมือเล็กน้อย                                      
 น้ำซึมผ่านได้เร็วมาก

น้ำซึมผ่านได้เร็วกว่าดินเหนียว  
                                   

         1. ดินเหนียว เป็น ดินที่มีเนื้อ ละเอียด มีสีดำหรือสีคล้ำ ระบายน้ำและ
อากาศได้ไม่ดี เพราะเม็ดดินเล็กจับตัวกันแน่นจึงอุ้มน้ำ ไม่แหมาะกับการ
ปลูกพืชทั่วไป แต่เหมาะสำหรับปลูกพืชที่ต้องการน้ำมาก เช่น ข้าว บัว
 
       2. ดินร่วน เป็น ดินที่มีเม็ดดินใหญ่กว่าดินเหนียวประกอบด้วยทรายและ
ดินเหนียวในปริมาณพอ ๆ กัน จึงมีสีดำเพราะมีฮิวมัสอยู่มาก ระบายน้ำและอากาศได้ดี
ปานกลางทำให้ดูดซับอาหารและแร่ธาตุได้ดี จึงเหมาะแก่การปลูกพืชส่วนใหญ่ ได้แก่ 
พืช ผัก เช่น ฟักทอง ถั่วฝักยาว คะน้า และไม้ผล เช่น มะละกอ ส้ม เงาะ


       3. ดินทราย เป็น ดินที่มีทรายปนอยู่มาก จึงทำให้มีเนื้อดินหยาบ เม็ดดินใหญ่และ
ไม่เกาะกัน น้ำและอากาศซึมผ่านง่าย ไม่อุ้มน้ำ จึงมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี 
ทำให้มีการจับยึดธาตุอาหารเพื่อบำรุงพืชได้น้อย ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการปลูกพืช
ทั่วไป แต่เหมาะกันพืชที่ต้องการน้ำน้อย และมีความอดทนสูง เช่น มะพร้าว 
มันสำปะหลัง ตะบองเพชร


     ประโยชน์ของดิน
    ดิน เป็นสิ่งแวดล้อมที่เราพบเห็นได้ทั่วไป ดินมีประโยชน์มากมายคนใช้ดินทำ
ประโยชน์ เช่น เพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือน เป็นที่อยู่อาศัย ใช้ถมที่ 
พื้นที่ป่าไม้ ปั้นภาชนะ วัสดุก่อสร้าง
 

                                        

การปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์
 การปลูกพืชมีวิธีปฎิบัติง่ายๆ ดังนี้
 1. นำเมล็ดพืชมาเพาะลงในกระบะที่เตรียมไว้

 2. เมื่อเมล็ดพืชงอกเป็นต้นกล้า ให้เตรียมสถานที่ปลูก

 3. นำต้นกล้าที่เพาะไว้มาปลูกในสถานที่ที่เตรียม

 4. ใช้ดินกลบโคนต้นกล้า และรดน้ำให้ชุ่มพอประมาณ

 เมื่อเราปลูกพืช เราต้องรู้จักดูแลรักษาพืชที่ปลูก พืชของเราจึงจะเจริญเติบโต
งอกงามดี ซึ่งมีวิธีปฎิบัติ ดังนี้


 1. รดน้ำทุกวัน พืชต้องการน้ำในการเจริญเติบโต ถ้าขาดน้ำหลาย ๆ วัน 
พืชจะเหี่ยวเฉาจะตายได้ แต่ก็ไม่ควรรดน้ำมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ราก
ของพืชเน่า ทำให้พืชตายได้ เช่นกัน


 2. ใส่ปุ๋ย พืชต้องการธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน เราสามารถเพิ่มธาตุ
อาหารในดินได้ด้วยการใส่ปุ๋ย เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด
 

 3. พรวนดิน ดินที่มีความร่วนซุยจะระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้รากพืช
ดูดน้ำและแร่ธาตุมาใช้ได้ง่าย จึงควรหมั่นพรวนดินบริเวณที่ปลูกพืชอยู่เสมอ


 4. กำจัดวัชพืชและศัตรูพืช วัชพืชและศัตรูพืชทำให้ต้นพืชที่เราปลูกเติบโตช้า
เพราะวัชพืช เช่น หญ้า จะแย่งที่อยู่และอาหารของต้นพืชส่วนศัตรูพืช เช่น 
หนอน แมลง จะกัดกินใบพืช ทำให้ใบแหว่ง มีรู เราจึง ควรถอนหญ้าหรือ
ดายหญ้าอยู่เสมอ และควรจับแมลงที่เป็นศัตรูพืชทิ้ง
 
                                          


   การเลี้ยงและดูแลสัตว์เลี้ยง

       สัตว์แต่ละชนิด มีพฤติกรรมและสภาพความเป็นอยู่แตกต่างกัน 
ดังนั้นก่อนที่จะเลี้ยงสัตว์ จึงควรศึกษาธรรมชาติทั่วไปของสัตว์ชนิดนั้น ๆ 
ให้เข้าใจก่อน เพื่อที่จะเลี้ยงมันได้อย่าง
ถูกต้อง
ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น
 
- ชนิดของสัตว์ที่ต้องการเลี้ยง 
- การจัดที่อยู่อาศัย
- อาหารที่สัตว์กิน
- วิธีดูแลสัตว์
นอกจากนี้ควรมีความรักและความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงด้วย วิธีการดูแลสัตว์เลี้ยง มีดังนี้

1. จัดที่อยู่ให้เหมาะสมกับสัตว์ และรักษาความสะอาดที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ

2. จัดอาหารให้เหมาะสม และเพียงพอกับสัตว์

3. คอยดูแลรักษาเมื่อสัตว์เลี้ยงเจ็บป่วย

4. คอยระวังไม่ให้สัตว์ที่เป็นศัตรู มาทำอันตรายสัตว์เลี้ยง

5. น้ำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่าง 

  






1 ความคิดเห็น: